ฝึกตัว ฝึกใจ...สร้างบารมีต่อไป

ฝึกตัว ฝึกใจ...สร้างบารมีต่อไป
หนังสือเมื่อไม่รู้จะอ่านอะไร 1




 กำลังใจ... ไม่มีที่สิ้นสุด

เราเกิดมาชาติหนึ่ง ก็จะต้องเพิ่มอุปนิสัยที่ดี
และขัดเกลาแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีให้หมดไป
เราต้องใช้วันเวลาเพื่อการนี้นะลูกนะ
วันหนึ่งคืนหนึ่งมันประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว
หลับตาลืมตาไม่กี่ทีก็มืดแล้ว
เราเกิดมาสร้างบารมี ก็ต้องสร้างบารมีให้เต็มที่
อย่าให้กำลังใจของเราตกต่ำ อย่าไปหวังพึ่งกำลังใจจากใคร
หรือไปเที่ยวขอกำลังใจจากคนอื่น
เหมือนวณิพกหรือเหมือนมหาทุคตะที่ยากจนกำลังใจ
อย่าทำอย่างนั้นนะลูกนะ
กำลังใจมันอยู่ในตัวเรา
จะดึงเอาออกมาใช้เท่าไรก็ได้เท่านั้น
แล้วมีมากไม่มีที่สิ้นสุด
เหมือนภูเขาหรือทะเลแห่งกำลังใจที่ไม่มีฝั่ง
และยิ่งใหญ่กว่าภูเขาพระสุเมรุ กว้างกว่าทะเลมหาสมุทร
สอนตัวเองให้ได้อย่างนี้
ดึงกำลังใจมาใช้ในการทำความดี ในการสร้างบารมี
อย่าฝึกนิสัยท้อแท้ เบื่อหน่าย สิ้นหวัง อย่างนี้ไม่เอา
เดี๋ยวมันจะติดข้ามภพข้ามชาติ
๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

--------------------------------

งานที่แท้จริง

ชีวิตของพวกเราทั้งหลาย
เกิดมาเพื่อที่มาทำงานที่แท้จริง
ที่เราเรียกว่า กรณียกิจ
กิจที่แท้จริง ที่ควรทำ ก็คือ งานทำหยุดทำนิ่ง
งานที่จะเอาชนะกิเลสอาสวะ
ขจัดกิเลสอาสวะให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ
ไม่มีส่วนเหลือของกิเลสอาสวะเลย
ก็คือ สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษนั่นเอง
ให้ใจใสสว่าง
แล้วความไม่รู้ก็จะหมดไป
ความรู้ที่แท้จริง ความสุขที่แท้จริง ก็บังเกิดขึ้น
เมื่อจิตของเราสว่างไสว สว่างโพลง...
เราเกิดมาเพื่อการนี้นะลูกนะ
๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ทีม

วิชชาธรรมกายต้องเรียนเป็นทีม
เราจะทำตามลำพังไม่ได้
ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องไปพร้อม ๆ กัน
ดังนั้น ต้องปรับทั้งหยาบทั้งละเอียดให้สอดคล้องกัน
คือ หยาบก็ต้องเป็นทีมด้วย ละเอียดก็ต้องเป็นทีมด้วย
เพราะฉะนั้น ใครที่เอาแต่ใจตัวเอง ต้องปรับปรุงใหม่
ต้องเอาใจหมู่คณะ ให้เข้ากันได้
จึงจะปฏิบัติธรรมได้ดี
๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

------------------------------

 อย่าเอาแต่ใจ

ลด ละ เลิกเอาแต่ใจตัวเอง
แล้วทำงานเป็นทีม
เมื่อทีมสามัคคี มีจิตเมตตาปรารถนาดีซึ่งกันและกัน
คิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ทีมก็เกิดความสุข
จะมีกระแสชนิดหนึ่ง ที่เกิดความอบอุ่นใจ สบายใจ
รู้สึกไม่หวาดระแวงใครเลย
เป็นพลังแฝงเงียบ ๆ ซึ่งเรามองไม่เห็น
เป็นพลังแห่งความสามัคคีของทีม
ที่จะทำให้ศึกษาวิชชาธรรมกายได้ดีมากเลย
๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

------------------------------

สมุดบันทึก

หาสมุดสักเล่มหนึ่ง เอาไว้เป็นสมุดคู่กายคู่ชีวิตของเรา
ไว้สำหรับจดบันทึกผลการปฏิบัติธรรม
บันทึกว่า ทำอย่างไรใจถึงหยุดนิ่ง
สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา
และต่อไปในอนาคต
ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะมาภายหลัง
กำลังใจมันอยู่ในตัวเรา
จะดึงเอาออกมาใช้เท่าไรก็ได้เท่านั้น
แล้วมีมากไม่มีที่สิ้นสุด
เหมือนภูเขาหรือทะเลแห่งกำลังใจที่ไม่มีฝั่ง
และยิ่งใหญ่กว่าภูเขาพระสุเมรุ กว้างกว่าทะเลมหาสมุทร
สอนตัวเองให้ได้อย่างนี้
ดึงกำลังใจมาใช้ในการทำความดี ในการสร้างบารมี
อย่าฝึกนิสัยท้อแท้ เบื่อหน่าย สิ้นหวัง อย่างนี้ไม่เอา
เดี๋ยวมันจะติดข้ามภพข้ามชาติ
๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

-------------------------------

แผนผังชีวิต

สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ทุกรอบของการเทศน์
ไม่ว่าท่านจะยกหัวข้อธรรมอะไรขึ้นมาเทศน์ก็ตาม
ในที่สุด ก็จะต้องพูดถึง แผนผังชีวิต
ให้จำติดตาตรึงใจของทุกคน
แต่ท่านพูดย่อ ๆ สั้น ๆ มุ่งให้ปฏิบัติ
จะได้ไปรู้ไปเห็นได้ด้วยตัวของตัวเอง
เป็นปัจจัตตัง
ท่านทำอย่างนี้เรื่อยมา จนกระทั่งมรณภาพ
เพราะกลัวว่า สิ่งที่ถูกต้องดีงาม
ซึ่งเคยเลือนหายไปยาวนานกว่า ๒,๐๐๐ ปี จะเลือนหายไปอีก
ท่านจึงพูดย้ำ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ เราก็ควรจะทำให้มีประสบการณ์ขึ้นมา
แล้วเราก็จะเข้าใจ
จุดนี้เป็นจุดสำคัญมาก ๆ ทีเดียว
๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔

-----------------------------

นักรบกองทัพธรรม ไม่มีวันปลดประจำการ

นักรบกองทัพธรรม ไม่มีวันปลดประจำการ
ทหารทางโลก พอถึงเวลาเขาก็ปลดเกษียณ ปลดประจำการ
แต่นักรบกองทัพธรรม ไม่มีวันปลดประจำการ
เพราะว่า เป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ เรายังไปไม่ถึง
เราเพียงแต่เห็นหนทางที่จะไปถึง และวิธีการที่จะไปถึง
ดังนั้น การชำระกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์
และภารกิจที่หลวงพ่อและหมู่คณะมอบหมายไว้
เราต้องทำกันต่อไป จนกว่าร่างกายเราจะทำไม่ไหว
๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

 สำคัญทั้งนั้น

ทุก ๆ บุญ ทุก ๆ กิจกรรมที่หลวงพ่อให้ทำ
ล้วนเป็นไปเพื่อการอบรมบ่มกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์
มีความสำคัญทั้งนั้น
เราจะเข้าใจคำนี้ได้ เมื่อเราได้เข้าถึงจุดแห่งความสว่าง
จุดแห่งการเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน
๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ฉันคือ... ต้นแบบ

ให้นึกเสมอว่า เราจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุก ๆ คน
ไม่ว่ากิจวัตรกิจกรรมอันใดทั้งสิ้น
ใครจะเป็นอย่างไร เรื่องของเขา แต่เรื่องของเราต้องดีที่สุด
เราทำของเราให้ถูกต้องและดีงาม
เมื่อเราทำอย่างสม่ำเสมอ
จะเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ใจอ่อนแอ
เผอเรอจากกิจวัตรกิจกรรม
เขาคึกคักเข้มแข็งตามเรามาด้วย
ถ้าเราเข้มแข็ง เขาจะเข้มแข็ง
ถ้าเรามีระบบระเบียบ เขาก็จะมีระบบระเบียบด้วย
๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

-----------------------------

มรดกโลก

ลูก ๆ ทุกคน หมั่นพยายามตรวจตราดูว่า
เรายังมีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขตนเองอะไรบ้างให้ดีขึ้น
และให้ดีเพิ่มขึ้นไปทุกวันทุกคืน
เพราะเราเหลือเวลาอย่างจำกัด...ไม่มากแล้ว
จะต้องเก็บเอาความดี... ทั้งทาน ศีล ภาวนา ไปให้มากที่สุด
เพราะเมื่อถึงวันสุดท้าย... ยิ้มสุดท้ายของเราจะได้สง่างาม
จากไป ก็ทิ้งข้อวัตร ปฏิปทา การดำเนินชีวิตของเรา
ให้เป็นมรดกโลกให้ลูกหลานได้ศึกษา ฝึกฝน เดินตามรอยของเราต่อไป
๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------------

ล้าได้ แต่อย่าท้อ

ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน
ยาวนานมากกว่าชีวิตที่เป็นมนุษย์อยู่ จนเทียบกันไม่ได้
ผู้ฉลาดจึงยอมลำบากช่วงสั้น สั่งสมบุญบารมี
เพื่อไปสบายในชีวิตหลังความตายที่ยาวนานกว่า
บางครั้ง หากใครล้าก็พักกันก่อน
แต่อย่าพักนาน เพราะเวลาเราเหลือไม่มาก
ล้าได้ แต่อย่าท้อ... ท้อไม่ได้ เพราะเราเกิดมาสร้างบารมี
จำตรงนี้เอาไว้นะลูกนะ
๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

-----------------------------

รักตัวเองก่อน

คนเราต้องรักตัวเองก่อน...
รักตัวเองเป็นอย่างไร
รักตัวเอง ก็ต้องไม่ทำให้คนอื่นเขาเกลียดเรา
ต้องทำให้เขารัก เคารพ เลื่อมใสเรา นับถือเรา
อย่างนั้นจึงเรียกว่า “รักตัวเอง”
แต่ถ้าแสดงกิริยาอาการ
ที่ทำให้เขาไม่ชอบเรา หมั่นไส้เรา หรือรังเกียจเรา
นั่นแสดงว่า... เราไม่รักตัวเอง
ทำอย่างนี้บุญน้อย ขาดปัญญา
๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

-------------------------------

ปิยวาจา

คำพูดนี่สำคัญ
แม้เป็นคำจริง เกิดประโยชน์
แต่ถ้าพูดไปแล้วไม่เป็นที่รัก... ก็ต้องปรับ
หลวงพ่อว่า การพูดให้เป็นที่รักนั้น... ไม่ยาก
สิ่งเหล่านี้เราฝึกได้
เพราะถ้อยคำในโลก มีเหลือเฟือ และเป็นของฟรีด้วย
เหมือนกับอากาศที่เราหายใจอย่างนั้น
ใครมีปัญญาก็เอามาใช้ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน
และนำมาใช้บ่อย ๆ นะลูกนะ
๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

------------------------------

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่

การที่เราค้นพบว่า
ตัวเราเองมีข้อบกพร่อง ข้อควรปรับปรุงตรงไหน
หลวงพ่อถือว่า เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่
และน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์
แล้วจะอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก
ถ้าค้นพบแล้ว ลด ละ เลิก แก้ไขปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้น
ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ตัวของเราดี
เราจะเป็นมนุษย์วิเศษ มนุษย์อัศจรรย์ทีเดียว
๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

------------------------------

เอาตัวให้รอด

เรื่องของชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อน
เราอย่ามีชีวิตอยู่เพียงแค่เพื่อความอยู่รอด
เก่งในเรื่องทำมาหากินอย่างเดียวไม่พอ
ต้องเอาตัวให้รอดด้วย
รอดจากอบาย รอดจากภัยในวัฏสงสาร
และรอดขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดุสิต
๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

ชีวิตที่มีค่า

ชีวิตของนักรบกองทัพธรรม
ผู้ได้อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา เป็นชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ยิ่งกว่าชีวิตของจอมจักรพรรดิ
หรือยิ่งกว่าชีวิตใด ๆ ในโลกทั้งหมด
เพราะว่าเป็นชีวิตที่มีเกียรติสูงสุด
ไม่ใช่มีเกียรติเฉพาะในเมืองมนุษย์นี้เท่านั้น
แต่มีเกียรติสูงสุด ในสัมปรายภพ ในเทวโลก
เพราะว่า นักรบกองทัพธรรม เป็นผู้ทำงานที่ยิ่งใหญ่และหนักที่สุด
นั่นคือ งานสร้างสันติสุขอันไพบูลย์ ให้บังเกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ
๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------

ตัดสินใจถูกแล้ว

การที่พวกเราได้ก้าวเข้ามาสู่เส้นทางธรรม
ตั้งใจมาเป็นนักรบกองทัพธรรม
ถือว่า เป็นความตั้งใจที่ดีมาก ๆ และก็ดีที่สุดแล้ว
เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
เพราะภารกิจนี้ คือ งานที่แท้จริงของเรา
เราเกิดมาพร้อมกับหน้าที่
ที่จะต้องทำกันต่อไป ไม่มีถอยหลังกลับ
ฉะนั้น ให้รู้สึกเป็นเกียรติ มีปีติ
และภาคภูมิใจที่ได้รับหน้าที่นี้ หน้าที่อันยิ่งใหญ่
เราต้องทำกันไปเป็นทีมจึงจะสำเร็จ
ตราบใดที่เรายังไปไม่ถึงจุดหมาย
คือ ที่สุดแห่งธรรม
เราก็จะต้องร่วมมือกันต่อไป สานใจกันให้เป็นหนึ่ง
ทุ่มเทชีวิตจิตใจสร้างบารมีกันให้เต็มที่
บารมีของเราก็จะได้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์
บำเพ็ญบารมีให้มากที่สุด
เท่าที่เรายังมีเวลาของชีวิตเหลืออยู่ในโลกนี้
๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-----------------------------

คุณค่าของชีวิต

คุณค่าของชีวิต
อยู่ตรงที่ ใครได้ทุ่มเทสร้างบารมีมากกว่ากัน
ได้ปรับปรุงแก้ไขฝึกฝนอบรมตนเอง
จนกระทั่ง...
สามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวได้
แล้วก็ทำหน้าที่เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่โลก
เป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร
นำพาเพื่อนมนุษย์ ให้เข้าไปถึงจุดแห่งความสมปรารถนา
ให้เขาได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง
ที่เกิดจากการได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว
ได้รู้จักเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง
แล้วก็มีกำลังใจ
ที่จะก้าวเดินต่อไป สู่เป้าหมายนั้นได้ตลอดรอดฝั่ง
โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใด ๆ
กระทั่งมีชัยชนะ ถึงจุดหมายปลายทาง
๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-----------------------------

วิชชาชีวิต

สิ่งที่ชาวโลกต้องการ
คือ ความรู้ที่ชาวโลกเขาไม่รู้
ความรู้นั้น คือ ความรู้ที่อยู่ในพระไตรปิฎก
ทั้งภายในพระคัมภีร์ที่อยู่ในตู้ และความรู้ภายในตัว
ชาวโลกเขาอยากจะรู้เรื่องราวของชีวิต
วิชชาความจริงของชีวิต ซึ่งทางโลกไม่มีสอน
๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

หนทางอีกยาวไกล

หนทางที่จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั้นยาวไกล
จะต้องมีบุญยิ่งใหญ่ไพศาล
ต้องสร้างบารมีที่สุดในทุกสิ่ง... จึงจะไปได้
๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

----------------------------

สัญลักษณ์แห่งคุณธรรม

กำลังใจ นี่แปลก
ยิ่งให้เขาเท่าไร เรายิ่งได้เพิ่ม
ผู้ให้ย่อมได้รับ ไม่ใช่ยิ่งให้ยิ่งหมด
ผู้ให้กำลังใจ เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม
ผู้ที่มีคุณธรรมสูง
ย่อมมีความปรารถนาดีต่อทุก ๆ คน ที่อยู่รอบข้าง
ปรารถนาอยากให้เขาได้ดี
นั่นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม สัญลักษณ์แห่งสติปัญญา
๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

------------------------------

ไปอย่างผู้ชนะ

ถ้าชาตินี้...
เราอดทนสร้างบารมี จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย
เราจะยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะ เป็นยิ้มสุดท้ายที่สง่างาม ว่า
เราได้ใช้ร่างกายนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เราจะจากกายนี้ไปด้วยความปีติเบิกบาน
เหมือนพระราชาที่รบชนะศึก
แล้วออกจากแว่นแคว้นที่พระองค์รบชนะ
ด้วยใจที่มีปีติ เบิกบาน แช่มชื่น
ถ้าชนะชาตินี้ได้ ชาติต่อไปก็ชนะตลอด
๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

----------------------------

 โลกแห่งการสร้างบารมี

โลกนี้ เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี สร้างความดีงาม
บัณฑิต จะสร้างแต่ความดี
คนพาล จะสร้างแต่บาปอกุศลกรรม
เมื่อละโลกแล้ว
สิ่งที่เรากระทำไว้ จะเป็นประดุจเงาติดตามตัวเราไป
ถ้าสิ่งที่ทำนั้นเป็นบุญ
วิบากก็เป็นความสุข ความบันเทิง ในสุคติโลกสวรรค์
บาปก็ตรงข้ามกัน
ถ้าจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ละโลกแล้วก็จะไปอบาย
๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕

0

แผ่เมตตาและอธิษฐานจิต

ไม่ได้ไม่เลิกร้าง     ราไกล
ทิ้งชีพนิ่งลงไป      กลางนั้น
ฟ้าถล่มดินทลาย   ไม่เลิก
นิ่งหยุดลุยสะบั้น    กว่าเข้าถึงธรรม
                                                   ตะวันธรรม

แผ่เมตตาและอธิษฐานจิต
ง่าย..แต่..ลึก 1




(เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ............)
...ให้ผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัว แล้วก็นึกถึงบุญที่เราทำผ่านมานับ
ภพนับชาติไม่ถ้วนมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ที่เราได้มานั่งฟังธรรมกัน ได้
สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย มารวมเป็นดวงบุญใส ๆ ติดอยู่ที่ศูนย์กลาง
กายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ
เป็นดวงบุญที่ใสบริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลยหรือใสเหมือนน้ำแข็ง เหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้า ให้ใสบริสุทธิ์กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ

ให้ใจหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ไปที่กลางดวงบุญนั้น
ที่อยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเรา แม้ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร เพราะ
ดวงบุญก็มีอยู่แล้วในตัวของเรา ต่างแต่ว่าเป็นของที่ละเอียดบริสุทธิ์
เราจะเห็นได้เมื่อใจของเราละเอียดเท่ากับดวงบุญนั้น ซึ่งใจจะ
ละเอียดได้นั้นก็ต้องหยุดใจนิ่ง นุ่ม เบาสบายอย่างต่อเนื่อง พอ
ถูกส่วนก็จะเห็นเอง เกิดขึ้นที่กลางกายใสบริสุทธิ์ประดุจเพชร
หรือยิ่งกว่านั้น ใสเกินความใสใด ๆ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและ
ความสำเร็จในชีวิตของเรา ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า
เพราะฉะนั้นให้เอาใจหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ

แล้วก็ทำความรู้สึกเหมือนตัวของเราขยายใหญ่ขึ้น ดวงบุญ
ของเราก็ขยายใหญ่ขึ้นครอบคลุมตัวของเรา ขยายใหญ่ขึ้นครอบคลุม
สมาชิกภายในบ้านของเรา หรือผู้อยู่ที่ใกล้เคียง ให้ทุกคนได้รับ
กระแสธารแห่งบุญนี้ และทำให้เกิดความบริสุทธิ์ และความสุขขึ้น
มาในใจ นึกขยายให้ครอบคลุมบ้านของเรา เพื่อนบ้านของเรา ไปทั่ว
หมู่บ้าน นึกขยายให้ครอบคลุมไปถึงตำบล ให้คนทั้งตำบล สรรพสัตว์
ทั้งหลาย มีแต่ความสุขความเจริญ พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย และสิ่ง
ที่ไม่ดีทั้งหลาย

ให้ขยายให้ครอบคลุมอำเภอ จังหวัด ประเทศ ประเทศ
เพื่อนบ้าน นานาชาติทั่วโลกใบนี้ ให้โลกใบนี้ใสเป็นแก้ว เป็นเพชร
ให้สรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่บนโลกใบนี้ ให้ใสบริสุทธิ์
ปราศจากมลทิน ที่ทำให้เกิดทุกข์ทรมานของชีวิต ให้มีแต่ความ
สุขกายสบายใจ ให้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ปิดอบายไปสวรรค์ มีความ
สุขในปัจจุบัน มีความรักและปรารถนาดีซึ่งกันและกัน

ให้ใจของเราขยายออกไปยังจักรวาลน้อยใหญ่ ครอบคลุม
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวทั้งหลาย หมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิโลก
ธาตุ อนันตจักรวาล ให้ขยายไปให้ทั่วถึงภพทั้ง ๓ ทั้งกามภพ รูปภพ
อรูปภพแผ่เมตตาและอธิษฐานจิต

ให้สรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจาก
มลทินที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานของชีวิต ให้ทุกคนสุขกาย
สบายใจ ให้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ให้มีความรักและปรารถนา
ดีซึ่งกันและกัน ปราศจากความหวาดระแวงกัน ปราศจากความเป็น
ปรปักษ์ซึ่งกันและกัน ปราศจากความรู้สึกที่เป็นอริเป็นข้าศึกศัตรู
ซึ่งกันและกัน ปราศจากความขัดแย้งกัน ให้มีแต่ความรักและ
ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน

ส่วนใครที่หยุดใจได้แล้ว เห็นดวงธรรมชัดใสสว่างกระจ่างอยู่
กลางกาย เหมือนเราลืมตาเห็นวัตถุภายนอกหรือยิ่งกว่านั้น ก็ให้ใจ
หยุดอยู่ในกลางดวงธรรมนั้น ใครหยุดใจได้เข้าถึงกายภายใน จะเป็น
กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหมหรือกายอรูปพรหม ก็ให้
หยุดไปที่กลางกายนั้นอย่างสบาย ๆ ใครที่เข้าถึงพระธรรมกายภายใน
เห็นได้ชัดใสแจ่มกระจ่างอยู่กลางกาย เหมือนอยู่กลางอวกาศที่
โล่ง ๆ ว่าง ๆ ก็หยุดไปในกลางองค์พระ

พอถูกส่วนองค์พระท่านก็จะขยายออกไป แล้วก็มีองค์ใหม่
ผุดผ่านมาในกลางนั้นมาแทนที่เดิม แต่ว่าใสกว่า สว่างกว่า
บริสุทธิ์กว่า และมีอานุภาพมากกว่า ที่จะทำให้กายวาจาใจของเรา
ใสสะอาดบริสุทธิ์ตามท่านไปด้วย ให้หยุดใจกันไปอย่างนี้เรื่อย ๆ
นิ่งไปเบา ๆ สบาย

แล้วเราก็อธิษฐานจิต ด้วยอานุภาพแห่งบุญทุกบุญดังกล่าว
กระทั่งบุญที่เราได้เจริญสมาธิภาวนา ให้เราสมบูรณ์ไปด้วยรูปสมบัติ
ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศสรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน วิชชา
ธรรมกาย เกิดมาก็ให้ระลึกชาติได้ เห็นธรรมะกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย
สร้างบารมีเรื่อยไปจนกระทั่งหมดอายุขัยไปทุกภพทุกชาติ ตราบจน
กระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมบาปกรรมอันใดที่ทำให้จิตใจตกต่ำนำไปสู่อบายก็อย่าได้กระทำให้ดำเนินชีวิตถูกต้อง ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต คิดสร้างบารมีอย่างเดียวไปจนกระทั่งหมดอายุขัย เมื่อละโลกไปก็ให้ไปพักกลางทางที่ดุสิตบุรีวงบุญพิเศษ เขตพระโพธิสัตว์

เมื่อถึงเวลาที่จะลงมาสร้างบารมี ก็ให้มีอุปกรณ์ในการสร้าง
บารมีให้สมบูรณ์ ที่จะทำให้ได้สร้างบารมีได้สะดวกสบายจนกระทั่ง
หมดอายุขัยไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
ส่วนปัจจุบันชาตินี้เรายังสร้างบารมีอยู่ ให้ร่างกายเราแข็งแรง
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ให้มีอายุยืนยาว สร้างบารมมีกันไปนาน ๆ  ให้มีสายสมบัติเชื่อมโยงทรัพย์หยาบให้เราได้มาสร้างบารมีอย่างไม่รู้
จักหมดจักสิ้น ให้ครอบครัวอบอุ่น เป็นครอบครัวแก้ว ครอบครัว
ธรรมกาย ครอบครัวตัวอย่างของโลก ให้เราได้เข้าถึงธรรมะที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ และคุณยายอาจารย์ฯ
ท่านได้บรรลุอย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย อย่างถูกต้องตรงไป
ตามความเป็นจริงทุกประการ ก็อธิษฐานกันไปอย่างนี้นะ
เสาร์ที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

0

ประสบการณ์ ๑ นาที ที่ใจหยุดนิ่ง

หยุดนิ่งจึ่งมากล้น บุญญา
หยุดแค่กะพริบตา เท่านั้น
สร้างโบสถ์กว่าล้านนา เทียบได้
หยุดนี่แหละเกินขั้น ล่วงพ้นกามาวจร
                                                          ตะวันธรรม

ประสบการณ์ ๑ นาที ที่ใจหยุดนิ่ง
ง่าย..แต่..ลึก 1




(เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ............)
...หลับบ้าง ตื่นบ้าง ฟุ้งบ้างก็ช่างมัน ให้สมํ่าเสมอ ฝึกไป
เรื่อย ๆ ประกอบความเพียรไป โดยไม่ให้มีอะไรมาเป็นข้อแม้
ข้ออ้าง หรือเงื่อนไข เดี๋ยวใจก็จะคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
คุ้นเคยกับกลางท้อง คุ้นเคยกับการหยุดนิ่ง

หยุดนิ่งแม้เพียงนาทีเดียวนี่ก็คุ้มแล้ว สำหรับ
การเริ่มต้นนะ สักนาทีหนึ่ง แวบหนึ่ง ให้เราได้รู้จักกับ
ประสบการณ์ภายในว่า ใจหยุดนิ่งเป็นอย่างไร แล้ว
เราก็จะเริ่มรู้สึกชอบ เกิดความพึงพอใจ เพราะหยุด
นิ่งแค่นาทีเดียวเท่านั้น ความรู้สึกมันจะแตกต่างจาก
ใจไม่หยุดราวฟ้ากับดินเลย เพราะกายมันจะเบา ใจจะ
เบาสบาย ตัวขยาย แล้วมันจะเบิกบาน แค่นาทีเดียว
และเป็นครั้งแรก เราจะลืมไม่ลงเลยแล้วก็จะเกิดความรู้สึกว่า มันคุ้มกับการที่เราขยันในการทำความเพียร เหมือนเป็นรางวัลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีความเพียรอย่างสมํ่าเสมอ โดยไม่ให้มีอะไรมาเป็นอุปสรรค แค่นาทีเดียวเท่านั้นก็คุ้มแล้ว

แล้วถ้านาทีนั้นหยุดนิ่งได้สมบูรณ์แล้วมันสว่าง แสงสว่าง
แห่งความบริสุทธิ์ของดวงจิตที่สงัดจากกาม จากบาปอกุศลธรรม
จากนิวรณ์ทั้ง ๕ สว่างแค่แวบเดียว นาทีเดียว บุญที่เกิดขึ้นจาก
ความสว่างนั้นมันมากกว่าบุญที่เราเอาทรัพย์ไปสร้างโบสถ์ สร้าง
วิหาร ศาลาการเปรียญ สร้างวัดวาอาราม ซึ่งจะต้องใช้ทรัพย์มาก
แต่มันเป็นบุญคนละประเภทกันนะ แต่ได้มากกว่า เพราะว่าเป็นต้น
ทางไปสู่พระนิพพาน

ประสบการณ์ ๑ นาทีนี้ หลวงพ่ออยากให้ลูกทุกคนได้รู้จัก
ได้พบ และจะเข้าใจกับคำว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ
เพราะความสุขอย่างอื่นสู้กันไม่ได้เลยกับใจที่หยุดนิ่ง เพราะ
เป็นความสุขแบบพูดไม่ออกบอกไม่ถูก หรือพูดง่าย ๆ ว่า จะหา
ความสุขชนิดนี้ไม่ได้จากการที่มีความสมบูรณ์พร้อมทางด้านวัตถุ
สมบูรณ์ด้วยลาภยศสรรเสริญ มันเป็นความสุขที่ไม่ทราบว่าจะใช้
คำใดมาพูดพรรณนาให้เข้าใจได้ เพราะภาษาของมนุษย์มันมีจำกัด
ดังนั้นจะเข้าใจตรงนี้ได้ ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์ภายใน แค่เพียง
๑ นาทีนั้นน่ะ

ทีนี้จาก ๑ นาทีนั้น มันก็จะเป็นแรงจูงใจให้เราอยากจะนั่ง
ต่อไป ซึ่งแต่เดิมเราพยายามที่จะนั่ง ต้องฝืน ต้องพยายาม ต้อง
อดทน เพราะเรารู้ว่ามันดี อย่างน้อยก็ได้บุญ ทำให้จิตใจสงบ หรือ
เป็นอุปนิสัยของมรรคผลนิพพาน แต่ว่าพอใจหยุดได้จริง ๆ แล้ว มัน
อยากนั่งเอง มันอยากได้อารมณ์นั้นอีก แล้วก็อยากให้อารมณ์นั้น
ยาวนาน ซึ่งก็จะทำให้เราขยันหรือสมัครใจนั่ง นั่งอย่างมีความสุข
สนุกสนานแบบบุญบันเทิงทีเดียว

เพราะฉะนั้นการทำถูกหลักวิชชาและต่อเนื่องด้วยความเพียร
มีความสำคัญ ดังนั้นเราก็ต้องหมั่นทบทวนนะลูกนะ ที่เราฝึกอยู่
ทุกวันว่า มันถูกต้องไหม ถูกหลักวิชชาไหม ตั้งแต่การวางใจว่ามีความ
สมัครใจอยากเห็นไหม มีสติ มีความสบายไหม และสมํ่าเสมอต่อ
เนื่องที่เรียกว่า สัมปชัญญะ หรือเปล่า ก็ให้หมั่นสังเกตดู แล้วก็ปรับ
ไปเรื่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกไปปรับไป

ทำทุกที่ทุกเวลา
ใจนี่มันต้องปรับกันทุกรอบที่เรานั่ง และยิ่งถ้าเราเพิ่มชั่วโมง
หยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางในอิริยาบถอื่นที่นอกเหนือจากช่วงเวลา
ที่เรานั่ง ไม่ว่าจะเป็นการยืน การเดิน การนอน การวิ่งเอ็กเซอร์ไซส์
หรือทำภารกิจอะไรก็ตาม เราเพิ่มการฝึกหยุดนิ่งไปด้วยก็จะทำให้เรา
คุ้นเคยกับศูนย์กลางกายมากขึ้นหัดหมั่นตรึก “ตรึก” ก็คือการแตะใจไว้กลางกายอย่างเบา ๆ สบาย ไม่ได้แปลว่ากดใจหรือเน้น คือแค่ทำนิ่ง ๆ ที่กลางกายแต่ไม่ใช่ว่าเน้นหนัก แต่ว่านิ่งแน่น นิ่งเฉย ๆ ตรึกไปเรื่อย ๆแต่เวลาลืมตานี่อยากแนะนำว่า ให้นึกเป็นภาพเอาไว้ จะเป็น
ดวงใส องค์พระใส ๆ หรือพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ของเรา
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพราะว่าเราลืมตาดูวัตถุภายนอก มันก็ต้อง
มีภาพภายในที่จะให้เรานึกถึง ไว้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจ แล้วก็ควรทำ
ทุกสถานที่ ไม่ว่าในห้องนํ้า ห้องส้วม กำลังจะขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ
ก็ทำได้ ไม่บาป แถมได้บุญด้วย เพราะว่าเป็นทางมาแห่งกุศล

เท่ากับเราไม่ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า เพราะเวลาในเมืองมนุษย์
มีคุณค่ามาก เรามีเวลาอย่างจำกัดในโลกมนุษย์ และยิ่งช่วงระยะ
เวลาแห่งความแข็งแรงสดชื่นของร่างกายก็ยิ่งมีจำกัดใหญ่ เราจึง
ควรทำตลอดเวลาทุกหนทุกแห่งทุกสถานที่นะ
ฝึกกันไปเรื่อย ๆ ควบคู่กับภารกิจประจำวัน ให้ภารกิจกับ
จิตใจไปด้วยกัน เหมือนเราหายใจเข้าออกควบคู่กันไปกับภารกิจ
ในชีวิตประจำวันอย่างนั้นเมื่อเราไม่อาจขาดลมหายใจได้ เราก็ไม่ควรขาดการฝึกอย่างนี้คู่กันไป ฝึกไปบ่อย ๆ สิ่งที่ยากมันก็จะค่อย ๆ ง่ายขึ้นในภายหลังที่เคยมืดมันก็จะค่อย ๆ มีแสงสว่างเรืองรองขึ้นไปเรื่อยๆ
อาทิตย์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗

0

ประโยชน์ของสมาธิ

ตรึกให้ได้ตลอดเวลานะลูกนะ
มองดูพระมองดูดวงช่วงไสว
อิริยาบถทั้งสี่นี้เรื่อยไป
แต่อย่าใช้นัยน์ตาเวลามอง
ทำเหมือนว่าไม่มีหัวและดวงตา
มีเพียงหนึ่งกายาและใจสอง
ค่อยค่อยหยุดค่อยค่อยนิ่งค่อยค่อยมอง
เดี๋ยวจะร้องก้องฟ้า สุขจังเล้ย
                                                               ตะวันธรรม


ประโยชน์ของสมาธิ
ง่าย..แต่..ลึก 1



(เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ............)
...ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอ
สบาย ๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อ
ทั้งตัวให้รู้สึกสบาย ปรับท่านั่งให้ถูกส่วน ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้
ดีนะ แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบานแช่มชื่น ให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส
ไร้กังวลในทุกสิ่ง ให้ปลดปล่อยวาง คลายความผูกพันจากคนสัตว์
สิ่งของ แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
อย่างเบาสบาย แล้วก็ผ่อนคลาย

ให้นึกถึงบุญทุกบุญที่เราทำผ่านมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
จนกระทั่งถึงปัจจุบันชาติ รวมทุก ๆ บุญ บุญเล็ก บุญน้อย บุญปานกลางบุญใหญ่ บุญทุกชนิด ทั้งสาธารณกุศลสงเคราะห์โลก สร้างโบสถ์ วิหารศาลาการเปรียญ ทอดกฐิน ผ้าป่า ปล่อยสัตว์ปล่อยปลา เป็นต้น

รวมมาเป็นดวงบุญใส ๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว ใสบริสุทธิ์
ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ให้นึกเบา ๆ อย่างสบาย ๆ นึกด้วยความปลื้มปีติว่า วันเวลาที่ผ่านมา
เราได้สั่งสมบุญบารมีของเราเอาไว้ ติดอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเราทั้งในมนุษย์
และในเทวโลก

ให้เรานึกอย่างนุ่ม ๆ นิ่ง ๆ เบา ๆ สบาย ๆ อย่าไปเค้นภาพ
อย่าไปเน้น ให้นึกอย่างนุ่มนวล แล้วก็ผ่อนคลาย ทำใจให้ใส ๆ
เย็น ๆ เกิดเราเผลอไปเน้นภาพ เราก็เผยอเปลือกตาขึ้นมานิดหนึ่ง
เหมือนเราปรือ ๆ ตา แล้วก็เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ โดยไม่เสียดาย
สิ่งที่เราได้เคยเห็นมาก่อน และก็เริ่มต้นใหม่ ค่อย ๆ นึก นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ
เบา ๆ สบาย ๆ

เมื่อเราทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ทุกวันทุกคืน นาน ๆ เข้าก็จะเกิด
สภาวะจิตที่บริสุทธิ์ จิตจะบริสุทธิ์จากสิ่งเศร้าหมองทั้งหลาย จนเห็น
ความบริสุทธิ์ภายในได้ เป็นดวงใส ๆ ที่มาพร้อมกับความสุข สุขที่ไม่มี
ประมาณ ความสุขนั้นก็จะขยายสู่ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้
เราสุขกายสุขใจ แล้วก็ขยายออกไปสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดกระแสแห่งความสุขที่มีอานุภาพ มีพลัง ที่ทำให้ใครได้เห็นเรา ได้เข้าใกล้เราก็จะพลอยมีความสุขตามไปด้วย

จะประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยบริกรรมภาวนาว่า สัมมา อะระหัง
ไปด้วยก็ได้ ให้เสียงดังออกมาจากกลางท้องของเรา เหมือนมา
จากแหล่งแห่งความสุข ความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งอานุภาพอันไม่มี
ประมาณ มาขจัดสิ่งที่เป็นบาปอกุศลให้หมดสิ้นไป เหลือแต่ใจ
ที่ใส ๆ เย็น ๆ เราจะประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาอย่างนั้นไปด้วย
ก็ได้ จนกว่าใจไม่อยากจะภาวนาต่อไป

คำภาวนาจะใช้ประคองใจเท่านั้น เมื่อเราหมดความจำเป็น
พอเราสามารถทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่งนิ่งอย่างเดียวได้ เราก็ไม่
ต้องประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง อีก แต่ว่าเมื่อใด
ใจเราฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น เราจึงค่อยย้อนกลับมาภาวนา สัมมา อะระหัง
ใหม่ ก็ประคับประคองใจกันไปอย่างนี้

ส่วนใครที่คุ้นเคยกับภาพองค์พระ ก็จะนึกภาพองค์พระแก้ว
ใส ๆ แทนก็ได้ แต่วิธีการนึกต้องแบบเดียวกัน อย่าเน้น อย่าเค้นภาพ
อย่าเพ่ง อย่าจ้อง ให้นึกเบา ๆ สบาย ๆ ต้องผ่อนคลาย เพราะว่า
เส้นทางสายกลางภายในนั้น ต้องผ่อนคลาย เป็นเส้นทางแห่ง
ความสุข จะไม่มีอาการตึงเครียดหรือทุกข์เลย มีแต่สุขที่เพิ่มขึ้น
เมื่อเราทำบ่อย ๆ ก็จะค่อย ๆ ชำนาญ ภาพก็จะปรากฏชัดใสแจ่ม
กระจ่างกลางกาย เป็นดวงใส ๆ องค์พระใส ๆ

เมื่อเราทำบ่อย ๆ ก็คุ้นเคย ใจก็จะแล่นเข้าไปสู่ภายในกลาง
ของทุกสิ่งที่เราเห็น ถ้าเห็นดวง ใจก็จะมุ่งเข้ากลางดวง ถ้าเห็นกาย
ภายใน ใจก็จะมุ่งเข้าไปสู่กายภายใน เห็นองค์พระ ใจก็จะมุ่งไปสู่
กลางองค์พระที่ใส ๆ เป็นแนวดิ่งลงไป ที่ขยายออกไปทุกทิศทุกทาง
แต่ว่าอย่าไปเน้น อย่าไปกำกับ อย่าไปคิดนำ อย่ากลัวช้า ใจใส ๆ
เดี๋ยวจะเคลื่อนเข้าไปเอง แล่นเข้าไปเอง ถ้าถูกส่วนแล้วจะขยาย
สุขจะเพิ่มขึ้น แม้เห็นชัดเท่าลืมตาเห็นแล้ว หรือยิ่งกว่าลืมตาเห็น
ก็ตาม ก็ยังต้องใช้วิธีการเดิมที่ถูกต้อง คือนิ่งอย่างเดียว อย่างนุ่ม ๆ
สบาย ๆ สุขจะเพิ่มขึ้น ภาพก็จะเพิ่มขึ้น ความบริสุทธิ์จะเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าหากเราไปเน้น ไปลุ้น ไปเร่ง เพ่งหรือจ้องโดยไม่รู้ตัว
เราจะสังเกตได้ว่าภาพภายในมันจะชะลอช้าลง ปริมาณแห่งความ
สุขก็จะลดลง ลดลงในระดับที่เราไม่ชอบ แล้วถ้าเราจะฝืนดันต่อ
ไปอีก สุขก็ยิ่งลดลงไปอีก เพราะทำผิดวิธี ทั้ง ๆ ที่เราทำถูกมาใน
ระดับหนึ่งแล้วนี่สำคัญนะลูกนะ เวลาไปอยู่ที่บ้านเราไปนั่งส่วนตัว
ตามลำพัง ต้องจำวิธีการนี้เอาไว้ให้ดีนะ

ปีนี้เราจะต้องปฏิบัติธรรมให้ดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากวัน
เวลาที่เหลืออยู่ข้างหน้านี้สั้นลงไปทุกวัน มรณภัยจะมาถึงเราเมื่อไร
ก็ไม่ทราบ เราจะพลัดพรากจากกายหยาบนี้ ในโลกใบนี้เมื่อไร
ก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็คือ ฝึกใจให้หยุดนิ่งอย่างถูกหลัก
วิชชาให้มีสติ สบาย และสม่ำเสมอ

แล้วก็หมั่นสังเกตว่าเราทำอย่างไรใจถึงแล่นเข้าไป
สู่ภายในเรื่อย ๆ ทำอย่างไรใจถึงถอนออกมา แล้วเราก็
ค่อย ๆ ปรับปรุงวิธีการให้ถูกหลักวิชชา ประกอบความ
เพียรให้กลั่นกล้า ถ้าทำได้อย่างนี้ เป็นบรรพชิตก็จะบวช
อยู่อย่างมีความสุข มีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจไปทุกวันทุกคืน
ไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้งใจเราได้เลย

ถ้าเป็นคฤหัสถ์ก็จะมีปีติสุขหล่อเลี้ยงใจเช่นกัน
แม้ว่าจะต้องทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำมาสร้าง
บารมี จะมีปัญหาแรงกดดันอะไรมา หนักก็จะเป็นเบา
เบาก็จะหาย ร้ายก็จะกลายเป็นดี ดีอยู่แล้วก็ดีเพิ่มขึ้น
เป็นดีเลิศ เพราะฉะนั้นต้องหมั่นฝึกฝนไปเรื่อย ๆ นะ
ลูกนะ หมั่นฝึกหยุดฝึกนิ่ง นุ่ม ๆ ให้ใส ๆ อย่าให้ขาด
เลยแม้แต่เพียงวันเดียว

ถ้าเราทำได้คล่อง ได้ชำนาญแล้ว บ่อย ๆ ซ้ำ ๆ จนชำนาญ ต่อไป
เราก็จะได้ค่อย ๆ ศึกษาเรียนรู้วิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ ให้หายสงสัยด้วยตัวของเราเอง เพราะยังมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ
ตัวเราที่ยังเป็นความลับของเราอยู่ เราจะต้องทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่เป็น
ความลับของเราอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างน้อยต้องให้รู้จักว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่
ภายในตัวของเรานี่เอง ภายในมีแสงสว่างส่องทางชีวิตที่เห็นได้
เข้าถึงได้ และมีความแตกต่างจากแสงภายนอก และแสงสว่างที่
ส่องทางชีวิตนี้ทำให้เราเห็นชีวิตอีกหลายระดับ ที่แต่ก่อนเป็นความลับของเราก็จะถูกเปิดเผย

เมื่อเราได้เห็นชีวิตของกายมนุษย์ละเอียด ที่แตกต่างจากชีวิต
ของกายมนุษย์หยาบเห็นชีวิตของกายทิพย์ ที่แตกต่างจากชีวิตของกายมนุษย์ละเอียดเห็นชีวิตของกายรูปพรหม ที่แตกต่างจากกายทิพย์
เห็นชีวิตของกายอรูปพรหม ที่แตกต่างจากชีวิตของกายรูปพรหม
เห็นชีวิตของพระธรรมกายที่แตกต่างกว่าทุก ๆ ชีวิตที่ผ่านมา
จะแจ่มแจ้งหายสงสัยด้วยตัวของเราเอง รู้จักเนื้อหนังแท้ ๆ
ของพระรัตนตรัยคืออะไร ไม่ใช่ได้ยินแค่ชื่อ แต่เข้าถึงได้และเห็นได้
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท่านได้

เราจะรู้จักคำว่า “พุทธรัตนะ”

ทำไมเอาคำว่า “พุทธะ” มาเกี่ยวกับคำว่า “รัตนะ” เราจะ
หายสงสัย แล้วก็แจ่มแจ้งขึ้นที่ว่า “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” แล้ว ที่เป็น
รัตนะจริง ๆ ไม่ใช่แค่คำอุปมานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ชีวิตที่เป็น
แก้วที่ใสกว่ารัตนะใด ๆ ในโลกมนุษย์ หรือในโลกอื่น หรือในเทวโลก
มีลักษณะอย่างไร

ทำไมถึงได้ชื่อว่า “เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของเรา”
ทำไมถึงได้ชื่อว่า “เป็นสรณะ”
เมื่อเข้าถึงแล้วเราก็จะแจ่มแจ้ง เมื่อแจ่มแจ้งก็หายสงสัย
พอหายสงสัยก็เกิดปีติสุข เบิกบาน อาจหาญ ร่าเริง อยากจะ
ทำความเห็นให้ถูกต้องเพิ่มขึ้น ความเห็นถูกก็จะยิ่งเกิดขึ้น เมื่อใจเรา
เข้าถึงพุทธรัตนะ ถึงธรรมรัตนะ และก็ถึงสังฆรัตนะ

รู้จักว่าทำไมเรียกว่า “พุทธรัตนะ”

ทำไมลักษณะอย่างนี้จึงเรียกว่า “ธรรมรัตนะ”
ลักษณะอย่างนี้ทำไมถึงเรียกว่า “สังฆรัตนะ”
จะไปเข้าถึงเนื้อแท้จริง ๆ เลย ทั้งสามอย่างนี้อยู่รวมกัน แยก
ออกจากกันไม่ได้ แต่ทำหน้าที่กันคนละอย่าง เหมือนดวงตา หู จมูก
ปาก ที่ติดอยู่บนใบหน้าของเรา แต่ทำหน้าที่กันคนละอย่าง เรียกชื่อ
กันคนละอย่าง แต่อยู่รวมกัน รัตนะทั้งสามนี้ก็เช่นเดียวกัน

เราจะเป็นชาวพุทธที่สมบูรณ์ได้ ต่อเมื่อเราเข้าถึงรัตนะทั้ง
สามดังกล่าวนี้ที่มีอยู่ภายในตัวของเรา ซึ่งถูกเปิดเผยด้วยตัวของ
เราเอง เมื่อใจของเราหยุดนิ่งนุ่มเบาสบายในตำแหน่งที่ตั้งของ
พระรัตนตรัย

เราจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ปลื้มปีติและภาคภูมิใจว่า เรามีบุญ
มากที่ได้เกิดมาเป็นชาวพุทธ จะซาบซึ้งกว่าที่เคยเป็น และจะซาบซึ้ง
ไปถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กระตุ้นให้เราอยากเรียนรู้เพิ่มขึ้นในสิ่งที่เป็นจริงและมีประโยชน์ ทั้งประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต แล้วก็ประโยชน์อย่างยิ่งที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์

เราจะรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตด้วยตัวของเราเอง
หายสงสัยด้วยตัวของเราเอง อยู่เป็นสุขด้วยตัวของเราเองแม้อยู่
ตามลำพังก็ตาม อยู่โคนไม้ก็เป็นสุข อยู่ในป่าในเขาก็เป็นสุข อยู่ในที่
ทุรกันดารก็เป็นสุข เพราะใจเราไม่เกิดความทุรกันดาร มีสุขอยู่ภายใน
อิริยาบถทั้ง ๔ นั่งก็เป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข นอนเป็นสุข ใช้
อิริยาบถทั้ง ๔ ได้สมบูรณ์อย่างเป็นสุข

จะเข้าใจคำว่า “อยู่เย็นเป็นสุข” มากยิ่งขึ้นว่าอยู่ที่ตรงไหนมัน
ถึงเย็นแล้วก็เป็นสุข แล้วเอาอะไรไปอยู่ตรงนั้น ซึ่งเมื่อเราหยุดนิ่งที่
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนั้นแล้ว เราก็จะรู้จักว่าอยู่เย็นเป็นสุข
เขาอยู่กันตรงนี้นะ ใจก็จะใส ๆ เบิกบานอยู่ตลอดเวลา เป็นผู้รู้แล้ว
รู้เรื่องความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวของเราเอง รู้จักตัวเราเองแล้ว ตื่นจาก
โลกมายาไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ที่มีแต่เรื่องจริงล้วน ๆ ที่อยู่
ภายใน ใจก็เบิกบาน ชุ่มชื่น เป็นสุขอยู่ตลอดเวลาเลย

เป้าหมายหลักใหญ่จริง ๆ ของการเกิดมาเป็นมนุษย์
ของทุกชีวิตก็เพื่อปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย
ภายใน นี่คือชีวิตที่แท้จริงของเรา ส่วนการทำมาหากิน
แค่เป็นชีวิตในระดับผิวเผิน ไม่ใช่เป้าหมายหลัก

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่เราพบปะเจอะเจอในปัจจุบัน ไม่ใช่
สรณะ ไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึก เป็นแค่เครื่องอาศัยชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่
ของจีรังยั่งยืนอะไร เราจึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น หรือไปผูกพัน
อะไรมากมายนัก กะแค่พอดี ๆ เพียงแค่เราอิ่มปากอิ่มท้อง ให้เรา
มีชีวิตอยู่เพื่อการปฏิบัติธรรมและการสร้างบารมีเท่านั้นเอง เพราะ
ฉะนั้นเราต้องปลดปล่อยวางภารกิจเครื่องกังวลทั้งหลายในโลกนี้ออก
ให้หมด ถ้าหากเราไม่เข้าถึงพระธรรมกาย ชีวิตของเรายังไม่ปลอดภัย
ยังว้าเหว่ ยังหงอยเหงาอยู่ เหมือนคนว่ายน้ำอยู่ในกลางท้องทะเล
มหาสมุทร จะต้องพบปะเจอะเจอภยันตรายนานาชนิด ตั้งแต่

ประโยชน์ของสมาธิ

สัตว์ร้าย คลื่นลม ตลอดจนกระทั่งหมดแรงจมน้ำตายอย่างนั้น เมื่อไร
เราขึ้นเกาะได้เราจึงจะปลอดภัย ในทะเลของชีวิตก็เช่นเดียวกัน มีเกาะแห่งธรรมซึ่งเป็นที่พึ่งและที่ระลึก พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ธมฺมทีปา ธมฺมสฺสรณา นาญฺญสฺสรณา
มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง สิ่งอื่นไม่ใช่
นี่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่างนี้

เพราะฉะนั้นในทะเลชีวิตที่เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร
ถ้ายังขึ้นเกาะไม่ได้ก็มีความสะดุ้งหวาดเสียว มีแต่ความทุกข์
ทรมานอยู่ตลอดเวลา ถ้าขึ้นเกาะได้แล้วชีวิตนี้ก็จะเปี่ยมไปด้วย
ความสุข ความสุขที่เป็นอมตะ เป็นความสุขที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น ธมฺมทีปา ธมฺมสฺสรณา มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรม
ที่เป็นที่พึ่ง นาญฺญสฺสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า
เราจะต้องพยายามปฏิบัติให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้
ถ้าหากเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราจะได้ดำเนินชีวิตของเราต่อไป
เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ไม่ว่าเราจะนั่งนอนยืนเดิน หรือจะทำอะไร
ก็แล้วแต่ เราต้องเอาใจหยุดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ใจมันคุ้น
ให้ใจมันเชื่องอยู่กับบริเวณนี้ เพราะเราทราบดีแล้วว่า พระธรรมกาย
อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ทำไมเราถึงจะ
ต้องเอาใจไปจรดไว้ที่อื่นล่ะ ก็ควรจะเอาใจมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย
ฐานที่ ๗ อย่างนี้อย่างเดียว ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต
เพราะเรารู้ว่า เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต เมื่อรู้แล้วก็จะ
เอาใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละ ตรึกหยุดนิ่ง
จนกระทั่งถูกส่วน ถูกส่วนก็เห็นดวงใสสะอาดบริสุทธิ์เกิดขึ้นมา
ที่ศูนย์กลางกายตรงนี้ ให้เข้าใจกันอย่างนี้นะ ต่อจากนี้ต่างคนต่าง
ทำกันไปเงียบ ๆ
อาทิตย์ที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
เสาร์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙


ประโยชน์ของสมาธิภาวนา ๔ ประการ

• สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญให้มากแล้วย่อมเป็นไป
เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
• สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญให้มากแล้วย่อมเป็นไป
เพื่อญาณทัสสนะ
• สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญให้มากแล้วย่อมเป็นไป
เพื่อสติสัมปชัญญะ
• สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญให้มากแล้วย่อมเป็นไป
เพื่อความสิ้นอาสวะ



0

บุญ..พลังแห่งความสุข ความสำเร็จ

บุญ..พลังแห่งความสุข ความสำเร็จ
เมื่อไม่รู้จะอ่านอะไร 3



เข็มทิศชีวิต

ในสังสารวัฏนี้ มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่ปะทะกันอยู่
ทุกอย่างตัดสินกันที่บุญ-บาป
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสรุปว่า
ชีวิตในสังสารวัฏสิ่งที่ควรทำ คือ
ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส
นี่คือคำสรุปของผู้รู้ ที่เป็นแผนผังชีวิต
หรือแผนที่ที่เราจะเดินทางในสังสารวัฏได้ดีที่สุด
๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

ทำบุญให้ครบทุกหมู่

บุญ คือ พลังแห่งความดี พลังแห่งความบริสุทธิ์
ที่เรากระทำด้วยกาย วาจา ใจ
ทางมาแห่งบุญก็มี ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
บุญแต่ละอย่างก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ให้ผลไม่เหมือนกัน
ทำทานทำให้รวย
รักษาศีลทำให้สวย ให้หล่อ
ภาวนาทำให้ฉลาด
เราจะทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น
แล้วหวังให้ได้ผลครอบจักรวาลทั้งหมด...
ย่อมเป็นไปไม่ได้
มันต้องทำให้ครบทุกอย่าง
เหมือนการรับประทานอาหารก็ต้องรับประทานให้ครบทั้ง ๕ หมู่
๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

------------------------------

อย่าปฏิเสธบุญ

บุญ
เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขความสำเร็จในชีวิต
ไม่ว่าจะเกิดเป็นปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า
ล้วนอาศัย บุญ เป็นหลัก
การปฏิเสธบุญ คือ
การปฏิเสธความสุขความสำเร็จในชีวิตของตัวเราเอง
๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

-------------------------------

น้ำยาบุญล้างบาป

บุญที่เราทำ
ส่วนหนึ่งจะไปแก้วิบากกรรม
ซึ่งเป็นวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ติดมา
ให้เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ไปแก้กัน
บุญเท่านั้นจึงจะไปขจัดบาปได้ ล้างบาปได้
และต้องทำด้วยตัวเอง
บุญที่เราได้กระทำไว้จะไปตัดรอนวิบากกรรม วิบากมาร
คำว่า “ตัด” ไม่ใช่เอามีดไปหั่น ไปตัดอย่างนั้น
แต่จะเข้าไปขจัดวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ เช่น
บาปกรรมที่จะทำให้เราไปเกิดเป็นผู้หญิง หรือเป็นกะเทย
หรือมีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง หรือตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น

วิบากกรรมเหล่านี้ก็จะเบาบางเจือจางไป
ที่หนักก็เป็นเบา ที่เบาก็หาย
แล้วก็เซ็ตโปรแกรมใหม่
ให้เรามีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ
รูปสมบัติก็สวยสดงดงาม ทั้งสวย ทั้งหล่อ ทั้งแข็งแรง
อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีโรคน้อย
ทรัพย์สมบัติ ก็จะร่ำรวย มีทรัพย์มาก
และได้มาอย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย
คุณสมบัติ ก็มีความรู้ดี ความสามารถดี
มีความประพฤติดี เฉลียวฉลาด
มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพานติดตามตัวเราไป
๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

เราใช้บุญทุกวัน

เราใช้บุญเก่าทุกวัน ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งเข้านอน
จะเรียกว่า ทุกอนุวินาทีก็ได้
ที่ยังมีเรี่ยวมีแรงสูดลมหายใจเข้าออกอยู่ได้
ก็เพราะยังมีบุญเก่าปรนเปรอให้ชีวิตเป็นไป
เราใช้บุญเก่าตลอดเวลา
แต่บุญใหม่นาน ๆ ทำที มันจะไม่พอกัน
ในฐานะที่เราได้มาถึงความรู้อันบริสุทธิ์
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
เข้าใจชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ก็ควรจะใช้ชีวิตในการสร้างบุญบารมีให้เต็มที่
เพราะบุญคือทุกสิ่ง และบุญให้ผลเกินควรเกินคาด
อย่างที่เราคาดไม่ถึง
๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------

ทำบุญไม่สม่ำเสมอ สมบัติจึงขาดช่วง

ถ้ามีบุญมาก
ชีวิตเราก็จะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้มาก
แต่ว่าภพที่ผ่านมา เราประมาทชะล่าใจ
เวลาอารมณ์ดีเราก็ทำบุญ พอหงุดหงิดเราก็ไม่ทำ
เพราะทำบุญไม่สม่ำเสมอ สมบัติจึงกะพร่องกะแพร่ง
ชีวิตจึงมีอุปสรรคอย่างที่เราเจอ
แต่ภพต่อไปเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
เพราะชีวิตในอนาคตขึ้นอยู่กับเราว่า จะออกแบบชีวิตอย่างไร
ให้ดี ให้เลว ให้ประณีต ให้ทราม ให้ตกต่ำ หรือสูงส่ง
ก็แล้วแต่เราจะลิขิตชีวิตเราเอง
๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-----------------------------

บุญประจำ

บุญทุกบุญเราต้องทำจึงจะได้ ไม่ทำก็ไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็น บุญประจำเทศกาล
บุญประจำปี บุญประจำเดือน บุญประจำอาทิตย์
บุญประจำวัน และบุญที่ต้องทำตลอดเวลา
สำหรับบุญประจำวัน และบุญที่ต้องทำตลอดเวลา
ก็อยู่ในการบ้าน ๑๐ ข้อ ที่ให้ไว้
มีทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
แล้วก็ทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร
บุญประจำอาทิตย์
อาทิตย์หนึ่งเราก็มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันที่วัด
ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ไปวัดใกล้บ้าน
ใครที่เป็นแฟนวัดพระธรรมกายก็มาวัดพระธรรมกาย
บุญประจำเดือน อาทิตย์ต้นเดือนก็มาบูชาข้าวพระร่วมกัน
บุญประจำปี ก็มีบุญทอดกฐินปีละครั้ง
บุญตามเทศกาล มีงานพิเศษตอนไหน เราก็ทำกันตอนนั้น
เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี
เพราะฉะนั้นทุก ๆ บุญเราต้องสร้างให้เต็มที่
เนื่องจากเราใช้บุญเก่าทุกวัน ก็มีวันหมด
จึงต้องสั่งสมบุญใหม่ให้เกิดขึ้นทุกวัน
เพราะบุญเป็นพลังงานพิเศษ
ที่จะทำให้เรามีความสุขและความสำเร็จในชีวิต
ทั้งในมนุษยโลก ในเทวโลก รวมทั้งในสังสารวัฏ
๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

--------------------------------

การบ้าน ๑๐ ข้อ

1. เมื่อกลับไปถึงบ้าน เอาบุญไปฝากคนที่บ้าน
2. จดบันทึกผลของการปฏิบัติธรรม
3. ก่อนนอนให้นึกถึงบุญ ที่ได้สั่งสมมาทั้งหมด
4. เวลานอนหลับให้หลับในอู่ทะเลบุญ
5. เวลาตื่นนอนให้ตื่นในอู่ทะเลบุญ
6. เมื่อตื่นแล้วรวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ ๑ นาที
ใน ๑ นาทีนั้น ให้เรานึกว่า เราโชคดีที่รอดมาอีก ๑ วัน
ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้น ตายแน่ ตายแน่
7. ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่า ตัวเราอยู่ในองค์พระองค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา
8. ทุก ๑ ชั่วโมง ขอ ๑ นาที เพื่อหยุดใจนึกถึงดวง องค์พระ
หรือทำใจนิ่ง ๆ ว่าง ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
9. ทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า
อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน
กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ ทำงาน
ให้นึกถึงดวง นึกถึงองค์พระไปด้วย
10. สร้างบรรยากาศที่ดี สดชื่น ด้วยรอยยิ้ม และปิยวาจา

บารมี ๑๐ ทัศ ต้องสร้างตอนมีกายมนุษย์

ความสมบูรณ์ของชีวิตจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อเราทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
ก็ให้มาเทียบเคียงกับบารมี ๑๐ ทัศ
มีทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี
วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี
เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี
ค่อย ๆ ทบทวนทีละข้อว่า มีอะไรที่เรายังขาดตกบกพร่องบ้าง
เพื่อจะได้เติมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ระหว่างที่เรายังมีกายมนุษย์อยู่
ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในปัจจุบันนี้
และเมื่อเราละโลกไปสู่ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษแล้ว
ซึ่งภูมินี้ไม่ใช่ไปกันง่าย ๆ แค่ไปสวรรค์ชั้นต้น ๆ ก็ยากแล้ว
แต่ถ้าไปสวรรค์ชั้นดุสิตยิ่งยากกว่า
แล้วดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ ยิ่งยากมาก ๆ
๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

--------------------------------

ทำบุญสงเคราะห์โลกกับทำบุญกับพระสงฆ์

ทำบุญสงเคราะห์โลก
ได้อานิสงส์ น้อยกว่า การทำบุญในแหล่งเนื้อนาบุญ
แต่ถามว่า ควรทำสิ่งใด
ก็ต้องทำควบคู่กันทั้งสองอย่าง
เพราะเราต้องอยู่กับคน ก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป
และบุญนี้จะช่วยให้เรามีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ
เป็นอุปกรณ์ให้เราสร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย
อย่างง่ายดายต่อไปในภพเบื้องหน้า
๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

--------------------------------

ทำบุญถี่เหนียว

เราเกิดมาสร้างบารมี ก็ต้องทำบุญบ่อย ๆ
เหมือนเราหายใจ ยังต้องหายใจบ่อย ๆ
รับประทานอาหารกันบ่อย ๆ อาบน้ำกันบ่อย ๆ
ฝนยังตกบ่อย ๆ ทุกอย่างบ่อย ๆ ทั้งนั้น
บุญก็ต้องทำบ่อย ๆ ถ้านาน ๆ ทำที บุญเราก็น้อย
บุญน้อย ๆ จะสู้กับบาปไม่ได้
เพราะบาปเราก็ทำบ่อย ๆ ถ้าไม่ทำบุญบ่อย ๆ
เดี๋ยวบาปจะได้ช่อง
ทรัพย์เขามีไว้สำหรับเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี
ดังนั้นจะมาตระหนี่ถี่เหนียวเสียดายแล้วไม่ให้ ไม่ได้
จึงต้องทำบุญอย่างถี่เหนียว คือ ทำบุญบ่อย ๆ ทำบุญถี่ ๆ
ให้บุญเหนียวแน่น บาปจะได้ไม่ได้ช่อง
๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

-----------------------------

บุญหรือบาปส่งผล

ในช่วงที่บุญเก่าส่งผล บาปยังไม่ได้ช่อง
อะไร ๆ ก็ดีไปหมด แม้ตอนนั้นเราทำสิ่งไม่ดีก็ตาม
ตรงกันข้าม เวลาบาปส่งผล แม้เรากำลังทำสิ่งดี ๆ อยู่ก็ตาม
แต่เรื่องไม่ดีก็เกิดขึ้นได้ ชีวิตนี้มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่ครอบครองมนุษย์อยู่ขึ้นอยู่กับว่า ชีวิตช่วงนั้นอะไรได้ช่องส่งผลก่อน
ก็จะเป็นอย่างนั้นก่อน แต่ช่วงต่อ ๆ ไป ชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว
ทุกสิ่งที่เราทำในปัจจุบันจะติดตัวเราไป แม้ตอนนี้ยังไม่สำแดง
เพราะยังเป็นเหมือนต้นกล้าอ่อน ๆ ยังไม่มีผล
แต่ที่ส่งผลในปัจจุบันนั้นคือผลจากการกระทำในอดีต
ก่อน ๆ โน้นของเรา ที่เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีผลแล้ว
เพราะฉะนั้นอย่าดูแค่สั้น ๆ ให้ดูกันยาว ๆ
และให้หมั่นเพาะกล้าแห่งความดีไว้เยอะ ๆ
เพื่อจะได้รับผลที่ดีในอนาคต
๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

-----------------------------

ทำบุญเยอะแล้ว ขอพักก่อน

อย่าเบื่อหน่ายในการสร้างบุญ
อย่าเกียจคร้านในการทำความเพียร
อย่าประมาทชะล่าใจว่า เราทำบุญมาเยอะแล้ว ขอพักก่อน
แล้วค่อยไปทำบุญต่อไปในบุญข้างหน้า
คิดอย่างนี้ถือว่า ประมาท
เพราะวันพรุ่งนี้จะมีสำหรับเราหรือไม่ ยังไม่ทราบ
มีตัวอย่างมากมายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ในโลก
โดยเฉพาะเพื่อนสหธรรมิกที่จากพวกเราไปในวัยที่เรา
คาดไม่ถึง เพราะฉะนั้นบุญทุกบุญทำไว้เถิด
สิ่งที่เราทำนั่นแหละคือของเราอย่างแท้จริง
สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ ก็ยังไม่ใช่ของเรา
การชิงช่วงหรือช่วงชิงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
เราอาจจะถูกช่วงชิงไปทำอย่างอื่นให้หมดสิ้นไปก็ได้
หรือเราอาจจะตายก่อนก็ได้
เพราะฉะนั้น อย่าประมาท
๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------

หยุดพักสร้างบุญ บาปจะแทรก

เราจะต้องไม่ประมาทในการสร้างบารมี
อย่าคิดว่า ทำบุญมาเยอะแล้ว ขอพักก่อน
แค่ความคิดคำนึงว่า ขอพักก่อน
แสดงว่าจิตของเราถูกพญามารเข้าแทรกแล้ว
จึงทำให้เกิดความคิดวิปริตอย่างนี้
แต่เราไม่รู้ตัว ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจว่า
ความคิดอย่างนี้จะเป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเรา
เพราะเมื่อเราหยุดพัก บุญก็พักด้วย
แล้วบุญบาปชิงช่วงช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา
เมื่อบุญพัก บาปได้ช่องเสียบเข้ามาทันที เดี๋ยวก็จะไปกันใหญ่
จะฉุดดึงเราไปทำบาปอกุศลต่ออีกมากมาย
เพราะฉะนั้นวันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านไป อย่าประมาท
เราต้องสร้างบุญกันให้เต็มที่ทุก ๆ วัน
เพราะเราเกิดมาทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ และสร้างบารมี
๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

------------------------------

ทำบุญบ่อยๆ นึกถึงบ่อยๆ

ต้องหมั่นทำบุญบ่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ
ทำด้วยใจที่ผ่องใสทั้งก่อนทำ กำลังทำ
และหลังจากทำแล้วก็ต้องปลื้ม
และให้นึกถึงบุญนั้นบ่อย ๆ นึกเรื่อย ๆ
ใจจะได้คุ้นเคยอยู่กับบุญ และบุญก็จะเพิ่มพูน
บุญเป็นธาตุสำเร็จเหมือนของกายสิทธิ์
ที่ยิ่งนึกยิ่งโต ยิ่งนึกยิ่งขยาย ยิ่งนึกยิ่งเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับบาป ยิ่งนึกยิ่งโต ยิ่งนึกยิ่งเพิ่มขึ้น
ยิ่งนึกยิ่งขยาย ยิ่งนึกใจก็ยิ่งหมอง
แต่บุญยิ่งนึกใจยิ่งใส และใสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------

วิธีแก้เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ

การที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ
แปลว่า กระแสบุญในตัวของคนในประเทศหย่อน
เราก็ต้องพยุงขึ้นด้วยการสั่งสมบุญให้มาก ๆ
ถ้าบุญของทุกคนในประเทศมีมาก
สิ่งต่าง ๆ ภายนอกมันก็ทำอะไรไม่ได้
เหมือนร่างกายเราแข็งแรง แม้เชื้อโรคร้ายจะระบาดเต็มอากาศ
เต็มท้องฟ้า ร่างกายก็ไม่เป็นอะไร
แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ แม้เชื้อโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นเรื่องใหญ่
บุญในตัวเราก็เหมือนกัน ถ้าหย่อนลง
เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เกิดขึ้นได้
แม้ตอนนี้ชาวโลกเขายังไม่เข้าใจ
เราก็ต้องทำเป็นตัวอย่างไปก่อน
อะไรจะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา
เราก็ลุยสร้างบารมีกันเรื่อยไป
๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

------------------------

พลังบุญ-พลังบาป

เรื่องบุญและบาป
หลวงพ่อเชื่อมั่นล้าน ๆ เปอร์เซ็นต์เลยว่า
อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
เวลาบุญส่งผล สิ่งที่เราคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นได้
ในทำนองเดียวกัน เวลาบาปส่งผลอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้
อย่างเช่น ถ้าคนทำบาปเยอะ ๆ ในยุคศีลธรรมเสื่อม
พญามารเขาก็จะเอาบาปของทุกคนมารวมกัน
ส่งกลับมาทำให้กัปวินาศได้
นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ
๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕


0