กำลังใจและการแก้ไขอุปสรรค

กำลังใจและการแก้ไขอุปสรรค
คำไม่เล็กของคุณครูไม่ใหญ่มินิ 5 (ศิลปะแห่งสมาธิ)





อุปสรรคช่วงแรกๆ ก็จะมีแต่
เรื่องฟุ้งกับตั้งใจมากเกินไปเป็นหลัก
ส่วนเรื่องหลับ หรือเรื่องอื่นๆ
ยังเป็นเรื่องรองลงมา
ถ้าใจเราไม่ฟุ้งไปคิด
ในเรื่องคน สัตว์ สิ่งของก็ง่าย
ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน
๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒

-------------------------------

บุญของเรามีมากพอ
เหลือเฟือที่จะเข้าถึงธรรม
ขอเพียงแต่ทำให้ถูกวิธี
และมีความเพียร
๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

มันจะมืดตลอดชาติได้อย่างไร
มันจะมาสู้คนทำความเพียร
อย่างถูกวิธีได้อย่างไร
มันต้องแพ้เรา
เพราะเรามีความเพียร
และทำถูกวิธี
๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ความมืด
ความเมื่อย
ความฟุ้ง
เป็นเรื่องธรรมดา
ที่ทุกคนจะต้องเจอ
๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

อยู่กับความมืดด้วยใจที่สบายๆ
ไม่ช้าความสว่างก็จะมาเอง
๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

แม้วันนี้จะมืดตื้อมืดมิด
แต่สักวันหนึ่ง
เราก็จะเข้าถึงธรรมได้
ความมืดไม่เคยเกิน
๑๒ ชั่วโมงต่อวัน
๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ยิ่งมืดก็ยิ่งดึก
ยิ่งดึกก็ยิ่งใกล้สว่าง
ไม่ช้าความสว่างก็จะมาเอง
๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

คนที่เขาสว่างและได้ผลในวันนี้
ก็คือคนที่เคยมืดมาก่อน
๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ความมืด...ไม่ใช่อุปสรรค
ความมืดคือสหายของเรา เป็นเกลอของเรา
เป็นความมืดที่น่ารัก เป็นมิตรกับจิตใจของเรา
คิดอย่างนี้แล้ว ใจเราจะสบาย
ไม่ต้องไปนั่งฮึดฮัด
เพ่งขับไล่ความมืด
เหมือนเราอยู่ห้องมืดๆ พอเรายืนเฉยๆ
ไม่ช้าสายตาก็จะคุ้นกับความมืด
จากมืดมาก มามืดมิด
มืดมัว มืดสลัวๆ
กระทั่งพอจะมองเห็นวัตถุสิ่งของ
ที่อยู่ในห้องมืดๆ นั้นได้
๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

-------------------------------

เรามืดตอนนี้
ไม่ได้หมายถึงจะมืดตลอดชาติ
ความมืด ความเมื่อย
ความฟุ้ง ความง่วง
ที่เกิดขึ้นกับเรา
จะทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้
เรื่องราวของใจเราในแต่ละวัน
และจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป
ในทางที่ดีขึ้น
๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

เมื่อยก็ขยับเบาๆ
อย่าให้สะเทือนคนข้างเคียง
๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ถ้าเมื่อย...ก็ขยับ
ง่วง...ก็ปล่อยให้หลับ
ถ้าตึง...ก็ลืมตา
แล้วก็ว่ากันใหม่
ปรับหาอารมณ์สบาย
เดี๋ยวก็ได้
๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

เมื่อย
ก็ให้เปลี่ยนท่านั่ง
เปลี่ยนอิริยาบถ
อย่ากังวลเรื่องร่างกาย
เราสนใจที่ใจหยุดใจนิ่งเท่านั้น
๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

ถ้ามีความฟุ้งเกิดขึ้นมา
ก็ปล่อยให้มันผ่านไป
ให้ใจอยู่ตรงกลางอย่างสบาย
ไม่ยินดียินร้าย
เดี๋ยวเราก็จะเอาชนะความฟุ้งได้
๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

-------------------------------

อย่าไปต้านความฟุ้งซ่าน
เหมือนน้ำกำลังเชี่ยว
อย่าเอาเรือไปขวาง
เดี๋ยวจะตึงเครียด
๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

ถ้าฟุ้งก็หาเรื่องให้ใจคิดใหม่
เราอาจจะใช้วิธีพิจารณากายคตาสติก็ได้
คือ คิดถึงเรื่องภายในกายของเรา
ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก เป็นต้น
ใจจะได้ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่น
พอถึงจุดๆ หนึ่ง
ใจมันเพลินๆ มันแจ่มแจ้ง วางอารมณ์ภายนอก
มันก็ผลัวะเข้าไปข้างใน
เป็นดวงใสๆ เป็นแสงสว่าง อย่างนี้
๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

-------------------------------

ถ้าฟุ้งหรือท้อ...ให้ลืมตา
มาดูรูปคุณยาย หลวงปู่
มาดูดวงแก้ว องค์พระ
พอรู้สึกว่า อารมณ์ดี ใจสบายแล้ว
ก็ค่อยๆ หรี่ตาหลับลงไปใหม่
๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
-------------------------------

ถ้าฟุ้งเป็นเสียง
เราก็ใช้คำภาวนา
“สัมมาอะระหัง”
เข้ามาสู้กัน
๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ถ้าฟุ้งเป็นภาพ
เราก็นึกภาพดวงแก้ว องค์พระ
หรือมหาปูชนียาจารย์
มาแทน
๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ถ้าฟุ้งละเอียด หรือฟุ้งที่ควบคุมได้
เราทำเฉยๆ ไม่ต้องลืมตา
ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
เหมือนแขกมาเยือนบ้าน
เราไม่ต้อนรับ
เดี๋ยวเขาก็เก้อเขินกลับไป
แต่ถ้าฟุ้งหยาบ ควบคุมไม่ได้
สู้ไม่ไหว ให้ลืมตา
มาดูดวงแก้ว ดูองค์พระ
ดูรูปคุณยาย ดูหลวงปู่
ให้ใจใสๆ พอใจสบายดีแล้ว
เราก็ค่อยๆ หลับตาเบาๆ
๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ถ้าฟุ้งละเอียด...ไม่ต้องลืมตา
ทำเป็นรู้แล้วไม่ชี้
เดี๋ยวความคิดเหล่านั้น
ก็จะเลือนหายจากใจไปเอง
๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

นั่งแล้วฟุ้ง อย่าไปรำคาญ
อย่าไปกังวลกับมัน
ความฟุ้งไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง
เมื่อเราไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจ
เดี๋ยวความฟุ้งก็จะหายไปเอง
แล้วใจก็จะเริ่มหยุดนิ่งสงบ
แล้วก็สว่างภายใน
๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

ถ้ามันตึง มันเครียด
ก็ต้องผ่อนคลาย
ถ้ามันฟุ้ง มันเคลิ้ม
พอรู้ตัวเราก็กลับมาเริ่มต้นใหม่
ภาวนาใหม่ ทิ้งอารมณ์นั้นไป
เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ
๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

อย่ากลัวว่าเราจะไม่เห็น
อย่ากลัวว่าชาตินี้จะไม่ได้
ความกลัวจะทำให้เราเกิด
ความอยาก ความเพียรจัด
ความเพ่ง ความลุ้น ความจ้อง
เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวมัน
เห็นแน่นอน หลวงพ่อขอยืนยัน
๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ที่ปฏิบัติไม่ได้เป็นเพราะ
“ความอยาก”
เราอยากจะได้อย่างนั้นอีก
ความอยากเดินหน้า
ภาวนาก็ตามหลัง
๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

ถ้าอยากเห็นมากเกินไป
จะไม่เห็น
ยิ่งอยาก...ยิ่งยาก
ยิ่งหยุด...ยิ่งง่าย
๒ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

ถ้าหากว่าเห็นภาพแล้ว
แต่เราไม่มีความสุขแสดงว่า...
เราหยุดไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
มีอาการลุ้นหน่อยๆ
อย่างที่เราไม่รู้สึกตัว
อย่างนี้เรียกว่า “ลุ้นละมุนละไม”
๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

-------------------------------

ถ้าประสบการณ์หยุดชะงักงัน
แสดงว่า เราหยุดกดๆ
หยุดกดๆ มาจาก “ความอยาก”
๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

-------------------------------

“หยุดกดๆ” ร้ายกว่า “ฟุ้ง”
ฟุ้งไม่เท่าไร หลับพักเดียวก็หายฟุ้ง
หยุดกดๆ แก้ได้ด้วย การหลับ
ทำเคลิ้มๆ ไป พักเดียวหายเลย
๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

-------------------------------

ตั้งใจมาก...ก็หยาบ
ใจเย็นไม่พอ...ก็หยาบ
รอไม่เป็น...ก็หยาบ
ไม่สม่ำเสมอ...ก็หยาบ
ถ้าหลุดจากอารมณ์หยาบ
ก็เข้าสู่อารมณ์ละเอียดได้
๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

-------------------------------

ใครที่ตั้งใจมาก
ปรับใหม่นะ
ผิดวิธี
ไม่ถูกต้อง
๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

พยายามทำตัวของเรา
ให้หลุดพ้นเป็นอิสระ
จาก “ความอยาก” และ
“ความตั้งใจมาก” ให้ได้
มันครอบงำเรามานานแล้ว
แล้วผลที่ได้ คือ
ความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ
ให้ปลดแอกเสีย หลุดให้ได้
เป็นอิสระให้ได้
๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

เวลานั่งอย่าไปตั้งความหวัง
จะต้องทำให้ได้
จะต้องทำให้เห็น
จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
เพราะเดี๋ยวจะตั้งใจมากแล้วเครียด
ต้องฝึกนะ ฝึกให้สบาย
๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

เราเหนื่อย เราง่วง เราเพลีย
นั่งแล้วมันตึง
ก็ปล่อยให้มันหลับ
อยู่ในกลางกาย
พอตื่นมา สดชื่นแล้ว
ก็ลงมือปฏิบัติธรรมใหม่
๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ถ้าตึงต้องรีบคลายนะ
อย่าไปฝืน
แม้ภาพนั้นจะหายไปก็ช่าง
ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ
ทำใจให้เป็นปกติ
๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

ตั้งใจมากไปทำไม
ถ้าตึงหรือเครียดอย่าไปฝืน
ให้ลืมตาขึ้นมา
นึกถึงสิ่งที่ทำให้ใจเราสดชื่น
๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

เรามานั่งธรรมะ
เพื่อแสวงหาความสุข
ถ้าก่อนนั่ง...เราก็สบายดีอยู่
พอนั่งแล้ว...
เกิดความทุกข์ทรมาน
เหนื่อยบ้าง เกร็งบ้าง เครียดบ้าง
ตื้อบ้าง ซึมบ้าง มึนบ้าง
อย่างนี้แสดงว่า...นั่งไม่ถูกวิธี
๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ใจไม่ชอบบังคับ
วิธีที่ถูกคือ ต้องนิ่ง วางใจเฉยๆ
อย่าไปบังคับ อย่าไปดึง
ถ้าไปบังคับ ไปดึง มันจะหายไป
แล้วความเครียดจะเข้ามาแทนที่
๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

สำหรับคนที่นั่งแล้วเครียด
ต้องไปฝึกสร้างอารมณ์สบายๆ
พยายามนึกสิ่งที่ทำให้สบายใจ
เวลานั่งอย่าไปตั้งใจมาก
ค่อยๆ คลี่ แล้วคลาย
แล้วก็สบาย เดี๋ยวก็นึกได้
เดี๋ยวก็ได้
๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

คนที่เขาได้วันนี้
แต่เดิมเขาก็ไม่ได้มาก่อน
เคยตึง เครียด ฟุ้ง ง่วง
เมื่อย มืดมาก่อน
แต่เดี๋ยวนี้เขาได้หมดแล้ว
“สบาย” เป็นหัวใจนะ
๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

อย่านั่งแข่งกับใคร
หรือแข่งกับเวลา
ไม่เกิดประโยชน์
มันเสียเวลา
แล้วยังเกิดโทษด้วย
โทษที่เกิดขึ้นคือ “ความเครียด”
๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕

-------------------------------

ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด
แต่ไม่เคร่งเครียด
๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

สมมติว่า เรานั่งไปเรื่อยๆ
มันชักจะเหนื่อยใจจัง
เบื่อจังเลย ไม่เห็นมีอะไรให้ดูเลย
นิ่งก็ไม่นิ่ง มืดก็มืด น่าเบื่อจังเลย
ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้
ลืมตาเลยนะลูกนะ
ลืมตามาดูดวงแก้ว องค์พระ
หรือดูมหาปูชนียาจารย์
แล้วก็นึกถึงปฏิปทาของท่านว่า
แต่เดิมท่านก็เป็นอย่างเรา
นั่งเมื่อยบ้าง ง่วงบ้าง ฟุ้งบ้าง
เบื่อบ้าง ท้อบ้าง
กว่าท่านจะง่ายในวันนี้
ท่านก็ยากมาก่อนนะลูกนะ
๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ถ้านั่งแล้วรู้สึกเบื่อ
แสดงว่า...เริ่มผิดวิธีแล้ว
เริ่มลุ้น เริ่มเร่ง เริ่มเพ่ง
เริ่มจ้อง เริ่มไม่ถูกวิธี
ลืมตาเลยนะลูกนะ
๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

อย่าไปนั่งแข่งกับใคร
แม้กระทั่งแข่งกับตัวเอง
ไม่แข่งกับใครทั้งสิ้น
ฝึกใจให้หยุดนิ่งอย่างเดียว
อย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น
๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
-------------------------------

เราไม่ได้นั่งแข่งกับใคร
เราไม่ได้แข่งกับเวลา
และก็ไม่ได้แข่งกับอะไรทั้งสิ้น
เรากำลังสะสมความดี
สะสมความเบาสบาย
สะสมความสุขในการนั่งไปเรื่อยๆ
ประกอบเหตุไปเรื่อยๆ
โดยไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องผล
เหมือนเรารดน้ำที่โคนต้นไม้ทุกวัน
วันละกระป๋อง เราสังเกตไม่ออกว่า
ต้นไม้เจริญเติบโตวันละกี่เซ็นต์
แต่เรารดทุกวันๆ แต่พอเผลอๆ
ในที่สุดมันก็มีดอกมีผลมาให้เราชื่นชม
๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

-------------------------------

ไม่ต้องกลัวเข้าถึงธรรมช้า
เราไม่ได้นั่งแข่งกับใคร
แต่นั่งเพื่อตัวเราเอง
๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

-------------------------------

การศึกษาวิชชาธรรมกาย
ไม่ต้องใช้สมอง
ลืมความรู้สึกว่า เราเป็นมนุษย์
ยิ่งให้เหมือนหุ่นยนต์มากเท่าไร
ยิ่งเรียนได้ดีเท่านั้น
๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙

-------------------------------

หาสมุดสักเล่มหนึ่ง
เอาไว้เป็นสมุดคู่กาย
ไว้สำหรับจดบันทึก
ผลการปฏิบัติธรรม
๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

การจดบันทึกผลปฏิบัติธรรมทุกวัน
เท่ากับเราตอกย้ำประสบการณ์ภายใน
เราจะได้นึกทบทวนและหัดสังเกตว่า
สิ่งที่เราทำไปในแต่ละวันนั้น
ถูกหลักวิชชาไหม ถูกต้องไหม
ถ้าถูกต้องจะได้รับผลการปฏิบัติที่ดีกว่าเดิม
ถ้ายังไม่ถูก ต้องปรับปรุงแก้ไข
เพราะประสบการณ์ภายในเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า
เราทำถูกวิธี หรือว่ายังถูกไม่สมบูรณ์
การบันทึกก็จะช่วยตรงนี้
๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

การเขียนบันทึกผลการปฏิบัติธรรม
จะทำให้เราได้เริ่มสังเกตตัวเอง
อย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
แล้วเราจะค้นพบว่า
เรามีข้อบกพร่อง มีข้อด้อยในการวางใจ
หรือการประคับประคองใจเป็นอย่างไร
ตั้งแต่ตื่นนอน กระทั่งไปทำมาหากิน
กลับมาบ้าน มานอนหลับพักผ่อน
ทั้งวันเราประคองใจได้แค่ไหน
๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ความเจริญงอกงามของจิตใจ
เกิดขึ้นทุกวินาที
แม้เราคิดว่า...ไม่เห็นมีอะไรใหม่
แต่ความละเอียดของใจ
ก็ถูกสั่งสมเอาไว้ในใจ
และบุญเกิดขึ้นทุกครั้ง
ที่เราลงมือปฏิบัติธรรม
๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

วันนี้เราหยุดนิ่งได้แค่ ๑ นาที
ก็ให้ดีใจไว้เถอะ เราสมหวังแล้ว
หยุดนิ่งได้แล้ว ๑ นาที
หรือหยุดนิ่งยังไม่สมบูรณ์ก็ไม่เป็นไร
แค่รู้สึกตัวโล่ง ว่าง โปร่ง เบา สบาย
ก็ถือว่า...เราสมหวังแล้ว
บางคนเกิดมาในโลกนี้อายุตั้งร้อยปี
ยังไม่รู้จักเลยว่า
โล่งใจ โปร่งใจ เป็นอย่างไร
ใจใสๆ ใจหยุด ใจนิ่ง เป็นอย่างไร
เพราะฉะนั้นเราได้แค่
๑ หรือ ๒ นาที ดีใจเถอะ
แล้วต่อไปมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

อย่าเพิ่งตาย
ถ้ายังไม่พบ
พระธรรมกายในตัว
ไม่อย่างนั้นเกิดมาตายฟรี
๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

อย่าไปกลุ้มอกกลุ้มใจจนกระทั่ง
ทำให้เกิดความท้อแท้ ท้อถอย
แล้วเลิกปฏิบัติไปในที่สุด
ทำอย่างนั้น
พญามารเขาจะหัวเราะเยาะเรา
แทนที่เราจะหัวเราะเยาะพญามาร
๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ไม่เห็นอะไร
ไม่ใช่หมายความว่า
เราปฏิบัติไม่ได้ผล
๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕
-------------------------------

เขาทำได้ เราก็ต้องทำได้
๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น